จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ผู้ขายส่ง ผู้ขาย-ปลีก ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ฯลฯ และไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล (ไม่จำกัดเฉพาะนิติบุคคลที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเท่านั้น) หากผู้ประกอบการมีรายรับหรือมูลค่าของฐานภาษีเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ผู้ประกอบการดังกล่าวมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาหรือสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ แล้วแต่กรณี ณ สถานประกอบการตั้งอยู่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รายรับหรือมูลค่าของฐานภาษีเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดดังกล่าว เพื่อเข้าสู่ระบบการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนด ให้ผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าและให้บริการ ดังกล่าวซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นผู้มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการมาเสียให้กรมสรรพากร แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ อาจจะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่อยู่ในบังคับต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ หากเป็นผู้ประกอบการดังต่อไปนี้
1. ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายสินค้าทางการเกษตรหรือสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร หรือให้บริการบางประเภท ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การขายพืชผลทาง การเกษตร การขายสัตว์ การขายปุ๋ย การขายปลาป่น อาหารสัตว์ การขายยาหรือเคมีภัณฑ์ ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ การให้บริการทางการศึกษาของสถานศึกษา การให้บริการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน การให้บริการขนส่งใน ราชอาณาจักร เป็นต้น ซึ่งมีเหตุผลในการยกเว้นก็เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนกิจการขายสินค้าและให้บริการดังกล่าว ซึ่งมีผลเป็นการบรรเทาภาระในการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มต่างๆ ลง และอีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือ การประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ดังกล่าวมีความยุ่งยากในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ โดยกิจการนั้นเป็นกิจการขนาดย่อม คือกิจการที่มีรายรับหรือมูลค่าของฐานภาษีไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการต้องปฏิบัติในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งรายจ่ายต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ภาระในการต้องจัดทำใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม รายงานภาษีต่างๆ เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้ต้นทุนที่กิจการได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มได้จ่ายไปจากการซื้อสินค้าหรือการรับบริการในฐานะที่เป็นผู้บริโภคอีกฐานะหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน เป็นต้นทุนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้านซื้อของผู้ประกอบการที่ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือขอเครดิตเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ จากกรณีที่เป็นผู้ประกอบการที่ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการอาจต้องขายสินค้าหรือให้บริการในราคาที่ไม่ แตกต่างจากราคาท้องตลาด ทำให้ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มตกอยู่กับผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้บริโภคได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษี มูลค่าเพิ่มบางประเภท แม้จะไม่มีหน้าที่ต้อง จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ตาม แต่หากต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากการเข้าสู่ระบบการเป็น ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการดังกล่าวก็อาจจะเลือกเข้ามาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ โดยดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/3 ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ได้แก่
1. ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการตามมาตรา 81(1)(ก) ถึง (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ โดยกิจการนั้นเป็นกิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1 แห่งประมวล- รัษฎากร ซึ่งก็คือ กิจการที่มีรายรับหรือมูลค่าของฐานภาษีไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี
3. ผู้ประกอบการที่ประกอบอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งได้แก่
(ก) ผู้ประกอบการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรโดยอากาศยาน
(ข) การส่งออกของผู้ประกอบการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(ค) การให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อในราชอาณาจักร

อัตราค่าบริการ

ค่าบริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 500 บาท